Home
ABOUT US
TREATMENTS
 
  SERVICE
DENTISTS
 
                                                                                                     ภาษาไทย   l    ENG
DENTAL FEE
KNOWLEDGE
CONTACT US
เกร็ดความรู้


• สาระความรู้เกี่ยวกับการจัดฟัน
การจัดฟันคืออะไร การจัดฟัน (Orthodontic Treatment) เป็นการเคลื่อนฟันไปยังตำแหน่งที่เหมาะสมโดยอาศัยเครื่องมือบางชนิดทั้งแบบติดแน่นกับฟันหรือถอดได้ นอกจากฟันยังรวมไปถึงการแก้ไขการเจริญเติบโตที่ผิดปกติของขากรรไกรเพื่อให้เกิดความสวยงามและการทำหน้าที่ขบเคี้ยวอย่างถูกต้อง


ข้อดีของการจัดฟัน

1. การจัดฟันจะทำให้ฟันเรียงตัวกันเป็นระเบียบทำให้บดเคี้ยวอาหารได้ดียิ่งขึ้น
2. การทำความสะอาดฟัน หลังการจัดฟันทำได้สะดวกขึ้นและลดอาการสึกกร่อนของฟันที่สบฟันไม่ถูกต้อง
3. เสริมสร้างบุคลิคภาพ และความสวยงานของใบหน้า
4. ลดความจำเป็นในการใส่ฟันในบางกรณี

ข้อเสียของการจัดฟัน
1. ขณะที่จัดฟันมีเครื่องมืออยู่ในปากจะมีแนวโน้มในการเกิดฟันผุเหงืออักเสบง่าย
2. อาการเจ็บฟันขณะที่กำลังเคลื่อนฟันกรามได้เกือบทุกคนที่จัดฟัน
3. อาจมีอาการปวดข้อต่อขากรรไกรรากฟันละลายหรือฟันตายในระหว่างการจัดฟันแม้จะพบได้ไม่บ่อยนัก
4. ใช้ระยะเวลานาน ค่าใช้จ่ายข้างสูง



ข้อควรปฏิบัติในการจัดฟัน

1. รักษาความสะอาดช่องปากให้ดีทีสุด โดยการแปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร และใช้แปรงซอกฟันทำความสะอาดบริเวณซอกฟันและเหล็กจัดฟัน (Bracket) เพื่อไม่ให้มีคราบจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดฟันผุหรือเหงือกอักเสบหลงเหลืออยู่
2. หลีกเลี่ยงอาหารบางชนิดดังนี้ อาหารแข็งมาก เช่น ถั่ว, กระดูก, น้ำแข็ง, เนื่องจากทำให้เหล็กจัดฟันหรือลวดจัดฟันหลุดออกมาจากตัวฟัน อาการเหนียวมาก เช่น หมากฝรั่ง, ผลไม้กวน เนื่องจากทำความสะอาดฟันได้ลำบาก
หากคนไข้ทำเครื่องมือจัดฟันหลุดตั้งแต่ตัวที่ 2 คิดค่าอุปกรณ์เพิ่มนะคะ
3. ให้ความร่วมมือกับทันตแพทย์ โดยการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ และในการใช้เครื่องมือชนิดถอดได้หรือใช้ยางดึงฟันต้องทำตามทันตแพทย์บอกโดยเคร่งครัด

4. ขี้ผึ้งจัดฟัน ใช้สำหรับลดการเสียดสีจากการเป็นแผลในช่องปาก ใช้ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียวติดไว้ที่เหล็ก จัดฟันบริเวณที่เสียดสีกับแผล

 


คำแนะนำหลังจากถอดเครื่องมือจัดฟัน

สาเหตุที่ต้องใส่รีเทนเนอร์
หลังจากเครื่องมือจัดฟันแล้ว คนไข้จะได้รับเครื่องมือที่เรียกว่า รีเทนเนอร์ (retainer) ซึ่งจะคงสภาพฟันที่จัดแล้วให้เรียงตัวให้คงสภาพสวยตลอดไป


ระยะเวลาในการใส่รีเทนเนอร์
ใส่ตามคำแนะนำของทันตแพทย์จัดฟันของท่าน โดยส่วนใหญ่แล้วในปีแรกหลังจากถอดเครื่องมือควรใส่รีเทนเนอร์ตลอดเวลา ถอดเฉพาะเวลารับประทานอาหารและแปรงฟันเท่านั้น หลังจากนั้นทันตแพทย์จะแนะนำอีกครั้งว่าควรใส่รีเทนเนอร์อีกนานเท่าใด

วิธีเก็บรักษารีเทนเนอร์
ควรเก็บรีเทนเนอร์ไว้ในกล่องพลาสติกที่สามารถพกพาได้สะดวก ไม่ควรห่อด้วยกระดาษทิชชู เพราะอาจสูญหายได้ และอาจทำให้รีเทนเนอร์รูปร่างเปลี่ยนได้
เนื่องจากก่อนจัดฟัน ฟันเคยซ้อน เก ห่าง หรือยื่นมาก่อน หลังจากจัดฟันเสร็จตำแหน่งของฟันนั้นได้เปลี่ยนไปจากเดิมตั้งแต่เกิด จึงจำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาให้ฟันได้ปรับตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งใหม่หลังการจัดฟัน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ทำให้ฟันกลับไปอยู่ในตำแหน่งเดิมก่อนการจัดฟัน เช่น แรงจากการบดเคี้ยวและกัดอาหาร เมื่อมีแรงมากระทำต่อตัวฟันหรือแรงดุนจากลิ้น ฟันก็สามารถเคลื่อนกลับไปสู่ตำแหน่งเดิมก่อนการจัดฟันได้ การใส่รีเทนเนอร์จะช่วยประคองฟันไว้ไม่ให้เคลื่อนจากตำแหน่งที่ได้จัดฟันไว้เรียบร้อยแล้ว



การทำความสะอาดรีเทนเนอร์
ควรแปรงรีเทนเนอร์ด้วยแปรงสีฟันกับน้ำยาล้างจาน หรือแช่ในน้ำที่มีเม็ดฟู่ทำความสะอาดรีเทนเนอร์
ถ้ารีเทนเนอร์ชำรุดหรือสูญหาย
ควรรีบติดต่อทันตแพทย์จัดฟันของท่านเพื่อทำรีเทนเนอร์ใหม่ทันที การไม่ใส่รีเทนเนอร์นานๆ จะมีผลให้ฟันกลับไปสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนจัดฟันได้

• สาระความรู้เกี่ยวกับการทำรากฟันเทียม
รากเทียมคืออะไร
ทันตกรรมรากเทียม (Dental Implant) คือวิทยาการที่คิดค้นขึ้นเพื่อทดแทนการสูญเสียฟันธรรมชาติ โดยจะฝังวัสดุที่มีรูปร่างคล้ายรากฟันลงบนกระดูกขากรรไกร เพื่อช่วยให้ฟันปลอมภายในช่องปากทั้งชนิดถอดได้และ ชนิดติดแน่นยึดเกาะได้ดี โดยอาจใช้ รากเทียม เพื่อการใส่ฟันปลอม 1 ซี่หรือมากกว่านั้น ในบางกรณีการใส่ฟันปลอมทั้งปากก็อาจใช้ รากเทียมเพียงตัวเดียวได้เช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ใช้ในการยึดเกาะของฟันปลอมแต่ละซี่
การปลูกรากฟันเทียมเป็นวิธีการสมัยใหม่ในการแทนที่รากฟันจริงตามธรรมชาติ โดยทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงบนกระดูกรองรับฟัน ซึ่งจะสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้แก่ฟันที่ใช้ทดแทนฟันที่สูญเสียไป (อาจเป็นครอบฟันสะพานฟัน หรือแผงฟันปลอมแบบถอดออกได้) โดยรากฟันเทียมที่ใช้ผลิตจากวัสดุไทททาเนียมที่ได้รับการวิจัยว่าไม่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านจากร่างกายมนุษย์ หรือผลข้างเคียงใดๆ

ข้อดีของทันตกรรมรากเทียม

ยิ้มด้วยความมั่นใจ
รับประทานอาหารได้ทุกชนิดที่คุณชื่นชอบ
พูดจาชัดถ้อยชัคคำเป็นธรรมชาติ
เพิ่มประสิทธิภาพในการบดเคี้ยว ทำให้อาหารย่อยได้ดีขึ้น
บูรณะโครงสร้างของใบหน้าให้เกิดความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น
สร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น
เชื่อมั่นในตนเองและทำให้มีบุคลิกภาพที่ดี




คำแนะนำหลังผ่าตัดปลูกรากเทียม

1.ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแตะแผลด้วยลิ้น , นิ้ว , ผ้าเช็ดหน้าต่างๆ หรืออื่นๆ
2.ห้ามถ่มน้ำลาย, เลือด หรือบ้วนน้ำ เนื่องจากแผลอาจขยับ และทำให้เลือดไหลเพิ่มขึ้น โปรดกลืนน้ำลาย
3.หากมีเลือดออกเพิ่มให้ใช้ผ้าก็อซสะอาดวางบริเวณแผล กัดเบาๆ ประมาณ 15 นาที
4.ในวันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปวด อาจใช้ความเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมในวันแรก
5.ในวันแรกควรทานอาหารเหลว เพื่อป้องกันเศษอาหารเข้าไปติดแผล ในอาทิตย์แรกควรทานอาหารอ่อน และเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ หากรับประทานอาหารได้น้อยควรทานอาหารเสริม หรือไวตามินเพิ่ม ใน 1-2 อาทิตย์แรกห้ามเคี้ยวอาหาร หรือมีแรงกดในบริเวณที่ฝั่งรากเทียม
6.ไม่ควรใส่ฟันปลอม หรือหากจำเป็น ฟันปลอมจะต้องได้รับการปรับแต่งเพื่อลดแรงกดที่แผล แรงกดจากการบดเคี้ยวหรือจากฐานฟันปลอม อาจทำให้แผลแยก การหายของแผลช้าลง หรือส่งผลให้รากเทียมที่ปลูกไว้หลุดได้
7.ยาปฎิชีวนะให้เพื่อการป้องกันการติดเชื้อในระยะแรก เพราะฉะนั้นยาที่ได้รับไป ต้องทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การทานยาที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
8.การรักษาความสะอาด สำคัญมากต่อการหายของแผล
- ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก (ที่ให้ไป) บ้วนวันละ 2 ครั้ง เช้า - ค่ำ อมไว้ในปาก 1 นาที (ใช้ตามคำแนะนำข้างขวด ใช้จนกว่าน้ำยาจะหมด)
- ให้แปรงฟันได้ตามปกติ แตกควรหลีกเลี่ยงการกระแทกโดนบริเวณแผล
- ในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ให้อมน้ำเกลืออุ่นๆ บ้วนปากบ่อยๆ (เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 ลิตร) 3-5 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
9.การบวมช้ำหรือมีจ้ำเขียว เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่หากมีการบวมมากผิดปกติ ควรติดต่อพบทันตแพทย์
10.ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
11.ในคืนแรกควรหนุนหมอนสูง (ใช้หมอน2 ใบ) เพื่อลดการบวมในบริเวณที่ผ่าตัด

 

• สาระความรู้เกี่ยวกับคำแนะนำหลังการฟอกสีฟัน
คำแนะนำในการดูแลรักษาฟันหลังการฟอกสีฟัน

หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสี เช่น ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, ไวน์แดง และอื่นๆ เป็นเวลา 2 วัน เนื่องจากฟันที่เพิ่งได้รับการฟอกสีฟันมาจะสามารถดูดซึมสีได้ง่าย
หลีกเลี่ยงอาหารที่เย็นหรือร้อนจัดเป็นเวลา 2 วัน เพราะอาจทำให้รู้สึกเสียวฟันได้


วิธีการดูแลรักษาฟันให้ขาวนานยิ่งขึ้น

1. ใช้ยาสีฟันเพื่อทำให้ฟันขาว(Whitening Toothpaste) เป็นประจำ
2. พบทันตแพทย์เพื่อทำความสะอาดและขัดฟันทุก 3-4 เดือน
3. หลังจากดื่มเครื่องดื่มที่มีสี หรือสูบบุหรี่ ให้ดื่มน้ำเปล่าตามทุกครั้ง เพราะน้ำเปล่าสามารถช่วยล้างสีที่ผิวฟันได้

• สาระความรู้เกี่ยวกับคำแนะนำหลังผ่าฟันคุด
1.ไม่ควรรบกวนบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแตะแผลด้วยลิ้น , นิ้ว , ผ้าเช็ดหน้าต่างๆ หรืออื่นๆ
2.ห้ามถ่มน้ำลาย , เลือด หรือบ้วนน้ำ เนื่องจากแผลอาจขยับ และทำให้เลือดไหลเพิ่มขึ้น โปรดกลืนน้ำลาย
3.หากมีเลือดออกเพิ่มให้ใช้ผ้าก็อตสะอาดวางบริเวณแผล กัดเบาๆ ประมาณ 15 นาที
4.ในวันแรกควรทานยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการปวด อาจใช้ความเย็นประคบเพื่อบรรเทาอาการปวดและบวมในสองวันแรก
5.ในวันแรกควรทานอาหารอ่อนหรือเหลว เพื่อป้องกันเศษอาหารเข้าไปติดแผล
6.ยาปฏิชีวนะสำหรับป้องกันการติดเชื้อ เพราะฉะนั้นต้องทานตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด การทานยาที่ไม่ต่อเนื่องอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
7. ควรใช้น้ำยาบ้วนปาก (ที่ให้ไป) กลั้ววันละ 2 ครั้ง เช้า - ค่ำ อมไว้ในปาก 1 นาที (ใช้ตามคำแนะนำข้างขวด ใช้จนกว่าน้ำยาจะหมด)
8.ให้แปรงฟันได้ตามปกติ แตกควรหลีกเลี่ยงการกระแทกโดนบริเวณแผล
9.ในวันที่ 3 หลังผ่าตัด ให้อมน้ำเกลืออุ่นๆ บ้วนปากบ่อยๆ (เกลือ 1 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว) 3-5 ครั้งต่อวัน จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
10.การบวมช้ำหรือมีจ้ำเขียว เป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกาย แต่หากมีการบวมมากผิดปกติ ควรติดต่อพบทันตแพทย์
11.ในคืนแรกควรหนุนหมอนสูง (ใช้หมอน2 ใบ) เพื่อลดการบวมในบริเวณที่ผ่าตัด
12.ไม่ควรสูบบุหรี่ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

• สาระความรู้เกี่ยวกับข้อแนะนำการรักษาทางทันตกรรม
การถอนฟัน

1. หลังถอนฟันให้กัดผ้าก๊อซให้แน่น 1 ซ.ม. (1/2 ซ.ม. ถ้าเป็นการถอนฟันน้ำนม) อย่าพูดหรือเคี้ยวผ้าก๊อซเล่น
2. หลังเอาผ้าก๊อซออก หากพบว่ายังมีเลือดออกจากแผลที่ถอนฟันให้วางผ้าก๊อซชิ้นใหม่ที่แผลถอนฟัน และกัดต่อให้แน่นอีก 1/2 ซ.ม.
3. ไม่บ้วนน้ำลายหรือกลั้วปากแรงๆ ภายใน 24 ช.ม. หลังถอนฟัน ควรแปรงฟันให้สะอาดหลังอาหาร และก่อนนอน โดยระวังอย่าให้โดนบริเวณแผล
4. ตลอดหนึ่งสัปดาห์หลังจากวันที่ถอนฟัน ให้อมน้ำเกลือบ้วนปากเบาๆ (ใช้เกลือป่น 1/2 ช้อนชาผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว)
5. รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์แนะนำ :
o ยาแก้ปวด รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด
o ยาปฏิชีวนะ (เฉพาะบางราย) ต้องรับประทานให้ครบจนยาหมด


ศัลยกรรมในช่องปาก
ในการผ่าตัดฟันคุด และศัลยกรรมในช่องปากอื่นๆ ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับข้อแนะนำหลังการถอนฟัน และมีข้อควรปฏิบัติเพิ่มเติม ดังนี้
1. ในวันแรกหลังการผ่าตัด ควรประคบเย็นด้านนอกปาก บริเวณที่ใกล้แผลผ่าตัด โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบ เพื่อช่วยลดอาการบวมที่จะเกิดขึ้น ไม่ควรอมน้ำแข็ง
2. เริ่มประคบร้อนในวันที่ 2 โดยใช้ผ้าชุบน้ำอุ่น่จัดบิดให้หมาด อาการบวมจะลดลงเป็นปกติภายใน 1 สัปดาห์
3. งดการใช้งานของฟันด้านที่รับการผ่าตัดจนแผลหายดี งดการออกกำลังกายที่หักโหม และกีฬาทางน้ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
4. สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด ควรรับประทานอาหารอ่อน งดอาหารเผ็ด และร้อนจัด
5. กลับไปพบทันตแพทย์ตามที่นัดหมาย (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) เพื่อตัดไหม และตรวจดูความเรียบร้อยของแผลผ่าตัด


การรักษารากฟัน
1. หลังการรักษารากฟัน อาจมีอาการปวดอยู่ 2-3 วัน ให้รับประทานยาแก้ปวด เพื่อบรรเทาอาการ
2. สัปดาห์แรกหลังการรักษา ควรรับประทานอาหารอ่อน หรือเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันข้างที่ไม่ได้รับการรักษา และงดการใช้ฟันที่รักษาเคี้ยวอาหารแข็ง จนกว่าการครอบฟัน หรืออุดฟันถาวรจะเสร็จสมบูรณ์
3. หากพบว่าอาการปวดไม่ดีขึ้นหลังรับประทานยา หรือมีอาการบวมเกิดขึ้น ควรปรึกษาทันตแพทย์ที่ให้การดูแล เพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

การขูดหินปูน และผ่าตัดเหงือก
1. หลังการขูดหินปูนภายใน 24 ช.ม. ไม่ควรบ้วนปากบ่อยๆ เพราะอาจทำให้เลือดออกตามไรฟันมากขึ้น
2. หลังการขูดหินปูน 2-3 วันแรก อาจมีอาการเสียวฟันเมื่อดื่มน้ำเย็น หรือขณะแปรงฟัน และระบมที่เหงือกเล็กน้อย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารร้อนหรือเย็นจัด
3. การแปรงฟันให้สะอาดร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันตามที่ทันตแพทย์แนะนำ จะช่วยลดอาการเสียวฟัน และอักเสบของเหงือกให้เป็นปกติได้เร็วขึ้น
4. หลังการผ่าตัดเหงือก ควรรับประทานอาหารอ่อน งดการใช้งานของฟันด้านที่รับการผ่าตัดจนแผลหายดี
5. งดการออกกำลังกายที่หักโหม และกีฬาทางน้ำซึ่งอาจทำให้เกิดการติดเชื้อได้
6. รับประทานยาตามที่ทันตแพทย์แนะนำ :
o ยาแก้ปวด รับประทานครั้งละ 1-2 เม็ด เมื่อมีอาการปวด
o ยาปฏิชีวนะ (เฉพาะบางราย) ต้องรับประทานให้ครบจนยาหมด
o น้ำยาอมบ้วนปาก (เฉพาะบางราย) ใช้ตามคำแนะนำ
7. กลับไปพบทันตแพทย์ตามที่นัดหมาย (ประมาณ 1-2 สัปดาห์) เพื่อตัดไหม และตรวจดูความเรียบร้อยของแผลผ่าตัด


สาระความรู้เกี่ยวกับข้อปฏิบัติภายหลังการถอนฟัน / การผ่าตัดฟัน

  • กัดผ้าก๊อซไว้ให้แน่นพอสมควร ประมาณ 1 ชั่วโมง คายผ้าทิ้ง หากมีเลือดไหลออกมาอีกให้กัดผ้าก๊อซใหม่ที่ฆ่าเชื้อแล้วอีกประมาณ 1 ชั่วโมง
  • ห้ามอมน้ำแข็ง ควรใช้น้ำแข็งประคบด้านนอกปากบริเวณที่ถอนฟัน ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากถอนฟัน
  • ห้ามบ้วนน้ำหรือน้ำยาใดๆ ในวันแรก วันต่อไปให้แปรงฟันทำความสะอาดตามปกติ เพียงแต่ระวังแผลถอนฟัน กรณีที่แปรงฟันไม่ได้ให้ใช้น้ำยาบ้วนปากหรือน้ำเกลืออุ่นๆ (น้ำอุ่น 1 ถ้วยผสมน้ำเกลือ ½ ช้อนชา) บ้วนเบาๆ โดยเฉพาะภายหลังรับประทานอาหาร
  • ถ้ามีอาการปวดให้รับประทานยาแก้ปวดครั้งละ 1-2 เม็ด ถ้าอาการปวดไม่หาย ให้รับประทานยาเพิ่ม เวลาควรห่างกันประมาณ 4 ชั่วโมง
  • ห้ามใช้นิ้วมือ ไม้จิ้มฟัน แคะบริเวณแผล และห้ามดูดแผลเล่น
  • ห้ามดื่มสุรา ของมึนเมา หรือรับประทานอาหารที่เผ็ดจัดหรือร้อนจัด
  • อย่าออกกำลังกายเกินควร
  • ถ้ามีอาการปวด บวม หรือรู้สึกผิดปกติที่แผลถอนฟันควรกลับมาให้ทันตแพทย์ตรวจดูใหม่
  • ถ้ามาเย็บแผล ให้กลับมาตัดไหมภายหลังการถอนฟันหรือผ่าตัดแล้วประมาณ 7 วัน
  • กรณีที่ทันตแพทย์จ่ายยาปฎิชีวนะ (ยาแก้อักเสบ) ควรรับประทานยานั้นจนครบทั้งขนาดและปริมาณ ไม่ควรหยุดยาเอง
  • ถ้ามีอาการแพ้ยา (มีผื่นตามร่างกาย อาเจียน หายใจลำบาก) ให้หยุดยาทันทีแล้วนำยานั้นกลับมาพบทันตแพทย์โดยเร็ว
  • สาระความรู้เกี่ยวกับการฟอกสีฟัน   ZOOM!

คำถามที่ถูกถามบ่อย (FAQ)

Q: Zoom! Teeth Whitening  คืออะไร
A: Zoom! คือกระบวนการขจัดสีฟันที่เกิดขึ้นในเนื้อฟันและผิวฟันให้จางลง ทำให้ฟันขาวขึ้นจากเนื้อใน

Q: อะไรเป็นสาเหตุให้ฟันมีสีคล้ำ
A: มีหลายสาเหตุ เช่น อายุที่มากขึ้น การับประทานอาหารที่มีสีติดบนผิวฟันได้ง่าย เช่น ชา กาแฟ ไวน์แดง เป็นต้น หรือการได้รับยาต้านจุลชีพ เช่น Tetracycline ระหว่างการสร้างเนื้อฟัน หรือการได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปก็อาจทำให้ฟันเหลืองคล้ำได้

Q: ใครเหมาะที่จะทำการฟอกสีฟัน
A: ทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 14 ปีขึ้นไป แต่ผลของการฟอกจะแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสีฟันเดิม และเวลาที่ใช้ทำการฟอกโดนทันตแพทย์ของท่านจะตรวจและให้คำแนะนำได้

Q: การฟอกสีฟันเป็นที่นิยมมากหรือไม่
A: มีมากกว่าที่คิด เพราะการมีรอยยิ้มที่สว่างขาวเป็นประกายสร้างความแตกกต่างอย่างเห็นได้ชัด ระบบการทำงานของ Zoom! ก็รวดเร็วเพียง 45 นาที ซึ่งสามารถมาทำได้ในช่วงเวลาที่สะดวก เช่นในช่วง Lunch Break

Q: การฟอกสีฟันปลอดภัยหรือไม่
A: ปลอดภัยแน่นอน จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยที่ได้รับการยอมรับทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่า การฟอกสีฟันภายใต้การแนะนำดูแลของทันตแพทย์นั้นปลอดภัยที่สุด อย่างไรก็ตามไม่แนะนำให้ทำในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 13 ปี และในสตรีมีครรภ์ หรือ อยู่ระหว่างการให้นมบุตร

Q: ผลของการฟอกสีฟัน จะอยู่ได้นานแค่ไหน
A: หลังฟอกแล้วผลจะอยู่ได้นาน ตราบเท่าที่คุณคอยดูแลฟันเป็นอย่างดี และปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์ อย่งไรก็ตามสามารถทำ Touch Up เพื่อให้ฟันของคุณขาวอยู่เสมอด้วย DayWhite หรือ NiteWhite ก็จะยิ่งทำให้ฟันของคุณขาวตลอดเวลา

Q: ผู้รับการฟอกสีฟันสามารถทำอะไรได้บ้างในระหว่างที่ได้รับการทำ Zoom!

A: ควรนอนเอนหลังในท่าสบาย หลับตาฟังเพลงผ่อนคลายหรือชมรายการโทรทัศน์ ยกเว้นผู้ที่รับการรักษาบางรายที่มีปัญหาเช่น ไอ หรือ สะอึก เพราะความตื่นเต้น ก็ไม่เหมาะที่จะทำการฟอกสีฟันด้วยวิธีนี้

Q: เราจะป้องกันอวัยวะส่วนอื่นไม่ให้ถูกแสงได้อย่างไร

A: ทันตแพทย์จะทำการปกปิดผิวหนังและเหงือก ยกเว้นส่วนของฟันให้พ้นจากแสง โดยจะมีอุปกรณ์ปกป้องรอบปากสวมแว่นตากันแสงและทาครีมกันแดดรอบปากและใต้จมูกปกปิดเนื้อเยื่อทุกส่วนภายในปากและเหงือกและรอบๆ ฟันให้มิดชิดสำหรับผู้ที่มีความไวต่อแสง รวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการรักษา ผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง ผู้รับยาบางชนิดที่ไวต่อแสง ควรหลีกเลี่ยงหรือขอคำแนะนำจากทันตแพทย์ผู้ให้การรักษาก่อน บางรายอาจไม่เหมาะต่อการฟอกสีฟันด้วย Zoom! แต่อาจเหมาะที่จะใช้ระบบ Take Home DayWhite หรือ NiteWhite ซึ่งเป็นชนิดนำกลับไปทำที่บ้านแทน

Q: ใช้ระยะเวลาในการฟอกนานแค่ไหน

A: ใช้เวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง ในการฟอกสีฟัน โดยจะใช้เวลาเล็กน้อยในการปกปิดเนื้อเยื่อต่างๆ รอบปากและเวลาที่ใช้ฉายแสงอีก 45 นาที


Q: มีอาการข้างเครียงหรือไม่
A: บางคนอาจมีอาการเสียวฟันได้ แสงจาก Zoom! อาจจะทำให้รู้สึกอุ่นเล็กน้อย

 

 

 
 
 
Copyright 2010 © Century Dental Clinic.
All Rights Reserved. Designed by khaijeaw.com